เซฟ-ที-คัท กับ เบรกเกอร์กันไฟดูด แตกต่างกันอย่างไรและอย่างไหนจะดีกว่ากัน ?

เกือบทุกครั้งที่ผมได้เข้าไปตรวจงานบ้านก่อนโอนให้กับทางลูกค้า ก็มักจะได้ยินลูกค้าพูดถึงเหตุที่ต้องจ้างบริษัทเข้ามาตรวจบ้านก็เป็นเพราะโดยส่วนใหญ่จะไม่มีความรู้ในงานระบบไฟฟ้าสักเท่าไหร่ และมีความกังวลในเรื่องไฟฟ้าเป็นอย่างมากเพราะหากมีอันตรายก็จะถึงกับชีวิตได้เลย ลูกค้าจึงต้องหันไปพึ่งตัวป้องกันไฟฟ้า ซึ่งหากเป็นโครงการที่มีชื่อเสียง เค้าก็จะจัดเตรียมมาให้เลย แต่หากไม่มีเราก็ต้องเป็นผู้ซื้อเอง แล้วจะซื้ออย่างไหนดีล่ะที่ปลอดภัยและสะดวกมากที่สุด?

วันนี้ผมขออาสาเป็นวิทยากรน้อยๆ มาเล่าสู่กันฟังน่ะครับ แต่ก่อนจะไปเรื่องของ เซฟทีคัท ผมต้องขอนำผู้อ่านเข้าสู่งานระบบไฟฟ้าสักเล็กน้อย ผมขอแยกกรณีระบบไฟฟ้ามีข้อบกพร่องออกเป็นสามประเภทเพื่อให้เข้าใจได้ง่ายๆ ครับ ก็คือ

1.ไฟเกิน(Overload) ก็คือ มีการใช้กระแสไฟฟ้าที่เกินกว่าเบรกเกอร์ย่อยและสายไฟจะทนได้ กรณีนี้หากใช้ไฟเป็นเวลานานจะทำให้สายไฟร้อนมากจนกระทั่งเกิดเพลิงไหม้ได้ครับ(หากเบรกเกอร์ย่อยยังไม่ตัด)

2.ไฟช๊อตหรือลัดวงจร ก็คือ สายไฟ กับสายนิวทรอลอาจมีการสัมผัสกันในชั้นด้านใน ทำให้ไฟมีขนาดกระแสที่สูงจนเกิดระเบิดและเพลิงไหม้ได้

3.ไฟรั่ว ก็คือ กระแสไฟในวงจรเมื่อปล่อยออกไป แต่กลับมาไม่หมด ซึ่งจะทำให้เสียค่าไฟโดยเปล่าประโยชน์

จากข้อบกพร่องในระบบไฟฟ้าดังกล่าว จึงได้มีการพัฒนาตัวป้องกันที่จะเกิดเหตุกับเรา ทางบริษัทผู้ผลิตจึงคิดค้นตัวเซฟทีคัทขึ้นมา ด้วยสโลแกนที่ว่า ”ตัดก่อนตายเตือนก่อนวายวอด” ซึ่งจะป้องกันชีวิตและทรัพย์สินของผู้บริโภคได้(ตามรูป)


แต่อย่างไรก็ดี หากเกิดปัญหาภายในระบบเล็กน้อยเช่นความชื้น ตัวเซฟทีคัทก็จะตัดทันทีโดยไม่มีการยื่นอุทธรณ์แต่อย่างใด ทำให้ระบบไฟภายในบ้านที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องต้องโดนหยุดใช้อย่างอัตโนมัติ ทางผู้ผลิตรายอื่นๆ จึงได้มีการคิดค้นจนพบว่าควรใช้เบรกเกอร์ย่อยที่เป็นแบบมีเซฟทีคัทในตัวใช้ชื่อว่า ELCB (Earth Leakage Circuit Breaker) หรือ RCBO (Residue Current Circuit Breaker with Overload Protection)  หรือ RCCB (Residue Current Circuit Breaker) มาช่วยแก้ปัญหา


เพราะเจ้าตัวนี้จะตัดเป็นวงจรไปครับซึ่งจะใช้ในวงจรพวกปลั๊กและเครื่องทำน้ำอุ่น แต่ราคาอาจจะสูงกว่าเจ้าตัวเซฟทีคัท เพราะติดหลายวงจร แต่รับรองว่าหากมีปัญหาในระบบ เราจะสามารถรู้ทันทีว่าเกิดขึ้นในส่วนใดครับ